มูลนิธิที่ประสงค์จะขอรับการพิจารณาเป็นองค์การ สถานสาธารณะกุศลจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?
มูลนิธิที่ประสงค์จะขอรับการพิจารณาเป็นองค์การ สถานสาธารณะกุศลจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?

ตอบ   ปัจจุบันมีมูลนิธิที่ได้รับการประกาศให้เป็นองค์การสถานสาธารณกุศลตามประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดองค์การสถาน
สาธารณกุศล สถานพยาบาลและสถานศึกษา ตามมาตรา 47(7)(ข) แล้วทั้งสิ้นจำนวน 532 แห่ง (ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2547) มูลนิธิที่ประสงค์จะขอรับการพิจารณาเป็นองค์การ สถานสาธารณะกุศลจะต้องยื่นคำขอเป็นลายลักษณ์อักษรต่อกรมสรรพากร และจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

       1. มีฐานะเป็นนิติบุคคล
       2. มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะในประเทศไทยเท่านั้น
       3. รายได้ของมูลนิธิจะต้องมิได้มาจากการซื้อขายหรือให้บริการโดยมีค่าตอบแทน ยกเว้นการซื้อขายหรือให้บริการนั้นเกี่ยวกับการศาสนา การศึกษา การสถานพยาบาล หรือการสังคมสงเคราะห์
       4. ชื่อมูลนิธิจะต้องไม่เป็นชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายการค้า
       5. ตั้งมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี
       6. การดำเนินงานของมูลนิธิจะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และไม่มีการดำเนินงานไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
       7. รายได้ของมูลนิธิจะต้องนำไปใช้เป็นรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของรายได้เป็นระยะเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชี ยกเว้นตราสารจัดตั้งระบุว่าให้นำดอกผลมาเป็นรายได้เท่านั้น หรือให้นำดอกผลมาใช้จ่ายเท่านั้น หรือมีเหตุจำเป็นต้องสะสมรายได้เพื่อดำเนินการตามโครงการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
       8. รายจ่ายของมูลนิธิเป็นรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของรายจ่ายเป็นระยะเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีองค์การ สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาล หรือสถานศึกษาใดที่มิได้มีฐานะเป็นมูลนิธิจะไม่พิจารณาประกาศให้ เว้นแต่จะมีวัตถุประสงค์และการดำเนินงานเช่นเดียวกับมูลนิธิ โดยกระทรวงการคลังจะพิจารณาประกาศให้เป็นรายๆไป

       นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ภาคเอกชนได้มีบทบาทในการจัดตั้งสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการจัดตั้งและบริหารสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจะได้รับการพิจารณาประกาศเป็นเป็นองค์การ สถานสาธารณกุศลเช่นกัน โดยต้องมีคุณสมบัติดังนี้

       1. ต้องเป็นมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการจัดตั้งและบริหารสถานบันพัฒนาฝีมือแรงงานโดยเฉพาะ ตามหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ
       2. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานของมูลนิธิ ต้องไม่มีเงื่อนไขจำกัดคุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมในสถาบันดังกล่าว เว้นแต่คุณสมบัติทางด้านวุฒิการศึกษา
       3. รายได้ของมูลนิธิจะต้องมิใช่เป็นการได้มาจากการซื้อขายหรือการให้บริการโดยมีค่าตอบแทน ยกเว้นรายได้นั้นได้มาจากการฝึกอบรมหรือรายได้ที่เกี่ยวเนื่องกับการฝึกอบรม และรายได้ส่วนใหญ่จะต้องใช้ไปในกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการฝึกอบรมหลังจากนั้น กรมสรรพากรจะตรวจสอบเอกสารหรือหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิ เช่น งบดุลและบัญชีรายได้รายจ่ายซึ่งมีผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว โดยจะตรวจสอบย้อนหลังไปไม่น้อยกว่า 3 ปี

       มูลนิธิ องค์การ สถานพยาบาล หรือสถานศึกษา ที่ได้รับการประกาศให้เป็นองค์การกุศลสาธารณะแล้ว (ยกเว้นสภากาชาดไทย วัดวาอาราม และสถานพยาบาล หรือสถานศึกษาขององค์การของรัฐบาล) จะต้องปฏิบัติดังนี้

       1. ออกใบรับให้แก่บุคคล คณะบุคคล หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งซึ่งบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน ให้ระบุลำดับที่ได้รับการประกาศด้วย
       2. ส่งรายงานการประชุมใหญ่ งบดุลและบัญชีรายได้รายจ่าย พร้อมทั้งรายงานการดำเนินงานของกิจการสำหรับรอบปีบัญชีที่ผ่านไป ของผู้รับอนุมัติให้กรมสรรพากรทราบภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี

       กรมสรรพากรจะดำเนินการตรวจสอบเอกสาร หลักฐานเกี่ยวกับผลการดำเนินงาน หากปรากฏว่าผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติที่กำหนดข้างต้น หรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ก็จะเพิกถอนการประกาศฯ ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่ปีถัดจากปีที่ประกาศเพิกถอนในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป